ระบบน้ำหยดใต้ดินผสมกับการปลูกพืชแบบไม่ไถพรวน ช่วยให้เกษตรกรในเขตทะเลทรายเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน โดย ฟอเรสต์ ลอส์ Delta Farm Press , 6 พ.ค. 2005
แปลงปลูกพืชที่ผ่านหน้าหนาวหรือพืชตามธรรมชาติ โดยปกติแล้วจะเจริญเติบโตได้ถึงแม้ว่าจะไม่มีการไถพรวน แต่ทว่าในกรณีของคุณเวริทซ์ (Wuertz) การไม่ไถพรวนคือ 1 ในกระบวนการอันซับซ้อนเพื่อจุดมุ่งหมายในการเพิ่มผลผลิตพร้อมทั้งลดต้นทุน ผู้เขียนเองมีความเชื่อมั่นอยู่แล้วว่าการปลูกฝ้ายด้วยการไม่ไถพรวนก่อน(no-till) เหมาะสมเป็นที่สุดกับการปลูกฝ้ายในที่ที่เป็นภูเขาแถบเทนเนสซี่และมิสซิสซิบปี้ จึงอดไม่ได้ที่จะเยี่ยม โฮเวิร์ด เวริทซ์ ผู้ซึ่งใช้งานระบบน้ำหยดใต้ดินในแปลงปลูกพืชขนาด 8,750 ไร่ (1400 ha)ของเขา ในเขตหนาวบริเวณทะเลทรายอริโซน่า ตะวันตกเฉียงใต้ของฟีนิกซ์ เวริทซ์ทำงานกับลูกชาย 2 คน จอร์จและเดวิด โดยพื้นที่เกือบทั้งหมดนั้น ทำระดับลาดเอียงไว้สำหรับการให้น้ำแบบปล่อยน้ำท่วมแปลง(furrow irrigation) ซึ่งมีโอกาสเล็กน้อยที่จะเกิดการชะล้างหน้าดิน

ผมไม่ได้ทำการไถพรวนก่อนการปลูกในแปลงนี้ แล้วก็ไม่ได้ไถพรวนเลยแม้แต่ครั้งเดียวระหว่างการปลูก เวริทซ์เล่าให้ฟังแต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องวัชพืชในแปลงเพราะว่ามีฟางของข้าวสาลีหนาประมาณ 3 นิ้วคลุมบริเวณแถวอยู่ ถ้าว่ากันตามเทคนิดแล้วระบบการปลูกพืชของเวริทซ์ไม่ใช่การปลูกพืชโดยไม่ไถพรวนอย่างแท้จริง เขาและลูกชายพัฒนาคราดสปริงพิเศษ เพื่อลอกสัดส่วนเล็กน้อยของตอซังและผิวดินบริเวณร่องปลูกออก ถึงกระนั้นก็ใกล้เคียงกับเกษตรกรที่ปลูกพืชโดยระบบไม่ไถพรวนโดยทั่วไป คราดสปริงลอกผิวที่เวริทซ์และลูกชายพัฒนาขึ้นมานั้นอยู่ในระหว่างขอจดทะเบียนลิขสิทธิ์ คือหนึ่งในเครื่องมือหลายๆๆตัวที่ครอบครัวนี้พัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้กับระบบน้ำหยดใต้ดิน
คุณรู้ไหมว่า
บางคนลอกเสื้อผ้าออกยังดูดีกว่าตอนที่เสื้อผ้าคลุมร่างกายอยู่เสียอีก ร่องปลูกฝ้ายของผมก็ดูดีขึ้นตั้งเยอะเมื่อผมลอกเอาขยะที่ผมไม่ต้องการออก แปลงปลูกพืชที่ผ่านหน้าหนาวหรือพืชตามธรรมชาติ โดยปกติแล้วจะเจริญเติบโตได้ถึงแม้ว่าจะไม่มีการไถพรวน แต่ทว่าในกรณีของคุณเวริทซ์ (Wuertz) การไม่ไถพรวนคือ 1 ในกระบวนการอันซับซ้อนเพื่อจุดมุ่งหมายในการเพิ่มผลผลิตพร้อมทั้งลดต้นทุน
แปลงของผมผลิต 7.5 ตันของข้าวสาลีดูรัมต่อเฮคตาร์ (6.25 ไร่) เมื่อการเก็บเกี่ยวปลายเดือนพฤษภาคมที่แล้ว จากนั้นเราก็เริ่มปลูกฝ้ายพันธุ์ Deltapine 451 BR/RR ภายใน 3-4 วันแรกของเดือนมิถุนายน พื้นที่เล็กๆๆบางจุดที่เป็นที่โล่งเราจะสปรย์ยาฆ่าหญ้าก่อนปลูก และนั่นคือทั้งหมดที่เราทำ เวริทซ์เชื่อว่าด้วยข้าวสาลีพันธุ์อื่นๆ น่าจะผลิตได้ถึง 9 ตันต่อเฮคตาร์
ผมปลูกพันธุ์อื่น 2-3 ครั้ง แต่ก็ไม่บ่อยนัก ตอนที่ผมปลูก ข้าวสาลีบาเร็ตต้า ผมได้ถึง 11 ตัน เมื่อเราปลูกฝ้ายต่อจากข้าวสาลี เราผลิตได้ถึง 8.6 เบล(หน่วยวัด)ต่อเฮคตาร์

งดการไถพรวนก่อนการปลูกและการไถพรวนระหว่างการปลูก เมื่อเสร็จสิ้นพืชชนิดแรก-เขาก็ติดตั้งคราดสปริงลอกผิวที่หน้ารถแทรคเตอร์และติดตั้งเครื่องปลูกที่หลังรถแทรคเตอร์-ประหยัดพลังงานอีก1ต่อ ผมใช้พลังงานน้อยลงประมาณ 20% จากการขึ้นราคาน้ำมัน 30% จอร์จให้ข้อมูลกับผู้เขียน มันช่างเหมาะกับระบบการปลูกพืชแบบไม่ไถพรวน รวมถึงคราดสปริงลอกผิวที่ออกแบบมาให้เหมาะกับระบบน้ำหยดใต้ดิน ไม่เหมือนกับหลายคนที่พยายามใช้ระบบน้ำหยดโดยวางท่อลอยไว้กับพื้น ครอบครัวเวริทซ์ฝังท่อน้ำหยดไว้ใต้ดิน 20 ซม. โฮเวิร์ดติดตั้งระบบน้ำหยดใต้ดินครั้งแรกให้กับฟาร์มของครอบครัว Sundance Farm เมื่อ 24 ปีมาแล้ว จากนั้นเป็นต้นมา เขาก็เพิ่มพื้นที่ของระบบน้ำหยดใต้ดินมาเรื่อยๆ ถึงวันนี้ 50% ของแปลงใช้ระบบน้ำหยดใต้ดิน และอีก 50% เป็นปล่อยน้ำท่วมและร่องคู ผมจะให้น้ำก่อนการปลูกพืชสูงประมาณ 50-76 มม. ผ่านทางท่อน้ำหยดซึ่งมากพอที่จะเห็นบนหลังร่องเปียกน้ำ ผมจะไม่ปลูกบนร่องที่ผมไม่เห็นว่าหลังร่องมีน้ำซึมขึ้นมา เพราะว่าเราใช้คราดสปริงลอกผิวเพื่อลองเอาตอซังออกทำให้หลังร่องเข้าใกล้ท่อน้ำหยดขึ้นเล็กน้อย ถ้าทำแบบนี้เราจะได้การงอกที่สมบูรณ์เพราะว่าเราปลูกในขณะที่มีความชื้นเหมาะสม
แนวความคิดก็คือพยายามปลูกในช่วงที่ดินไม่แห้งเกินไปหรือเปียกเกินไป
เราจะไม่ปลูกทันทีเมื่อเสร็จสิ้นการให้น้ำก่อนปลูก เราจะรอจนกระทั่งความชื้นเหมาะสมที่จะทำงาน จากนั้นจึงลอกเอาตอซังเดิมออกแล้วจึงปลูก มันมี 2 เหตุผลที่ทำแบบนั้น หนึ่งคือ บริเวณรอบวงเปียกนั้นเกลือที่โดนน้ำดันขึ้นมาจะไปรวมตัวกันอยู่ เราต้องการจะลอกเอาส่วนที่ว่านั้นออก สองคือ เราต้อง
การเข้าใกล้กับท่อน้ำหยดซึ่งมีความชื้นสูง เวริทซ์หลีกเลี่ยงการใช้การไถพรวนแบบลึกซึ่งจะไปดึงเอาท่อน้ำหยดขึ้นมา
การไถพรวนแล้วใช้การปล่อยน้ำท่วมแปลงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างที่ผมเพิ่งบอกไป พืชต้องการให้รากของเขาขึ้นมาอยู่บริเวณผิวดินมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะเขาต้องการอากาศ โฮเวิร์ดกล่าว เมื่อมีอากาศ จุลินทรีย์ในดินสามารถเปลี่ยน N เป็น NO3 เปลี่ยน P เป็น P2O5 เปลี่ยน K เป็น KO3 ในขณะที่การไถพรวนและการให้น้ำแบบปล่อยน้ำท่วมแปลงทำให้รากของพืชแห้งและทำลายช่องแคพพิลารี่ โฮเวิร์ดมักจะชี้ชวนให้ผู้คนที่มาเยี่ยมชมฟาร์มดูที่ผิวร่องที่ไม่ได้ไถพรวนจากการปลูกฝ้ายหลังจากปลูกข้าวสาลี ดินที่ให้น้ำด้วยระบบน้ำหยดใต้ดินจะนุ่มกว่าดินที่ให้น้ำด้วยระบบปล่อยน้ำท่วมแปลง เขากล่าว
เมื่อเราใช้น้ำท่วมแปลงหรือร่องคู น้ำจะทำให้อนุภาคของดินฟุ้งตัวเมื่อโดนน้ำท่วมและกลับมารวมตัวกันใหม่เมื่อน้ำแห้ง สิ่งที่โดนไล่ออกไปจากพื้นดินคือ ออกซิเจน นั่นคือเหตุผลที่คนเฒ่าคนแก่บอกเราว่า เราต้องเอาอากาศกลับเข้าไปไว้ในดิน" ด้วยระบบน้ำหยดใต้ดิน น้ำดันตัวเองขึ้นมาจากด้านล่างทำให้ดินขยายตัวขึ้นด้านบนที่ซึ่งมีความชื้นและอากาศรอที่จะเข้ามาแทนที่ตามช่องว่างเล็กๆ"
โฮเวิร์ดยังบอกกับพวกเราว่าเขาไม่ได้ให้ ไนโตรเจนกับแปลงเลยหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวสาลีไป สิ่งที่เหลืออยู่ออกมาจากข้าวสาลี ผมไม่ได้เพิ่มสารอาหารอะไรลงไปหลังจากที่ผมปลูกฝ้าย ผมไม่ได้สเปรย์ PIX หรือ เมพิควอทคลอไรด์ ลงไปในแปลง โดยปกติแล้วระบบน้ำหยดใต้ดินจะใช้น้ำ 610-915 มม. เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำจำนวน 1830 มม. ของการใช้ระบบร่องคูหรือปล่อยน้ำท่วมแปลง ในขณะที่ให้สัมภาษณ์นี้ น้ำมีต้นทุน $0.11/มม. นั่นหมายถึง ครอบครัวเวริทซ์ประหยัดเงินถึง $250/เฮคตาร์เมื่อใช้น้ำหยดใต้ดิน
เรายังค้นพบอีกว่าผลผลิตฝ้ายเพิ่มขึ้นอีก 2.5 เบล/เฮคตาร์ด้วยระบบน้ำหยดใต้ดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปลูกฝ้ายทันทีหลังจากการเก็บเกี่ยวพืชตระกูลข้าว

ฝ้ายตัดต่อพันธุ์กรรม อย่างเช่น DP 451 BG/RR , DP 449 BG/RR และ DP 555 BG/RR ที่โฮเวิร์ดปลูกในซันแดนซ์ฟาร์ม เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับระบบการปลูกแบบไม่ไถพรวน
Roundup Ready และ ฝ้าย Bt (ตัดต่อพันธุ์กรรม)ทำให้เรื่องทั้งหมดง่ายขึ้น เพราะผมไม่ต้องมานั่งห่วงเรื่องหนอนเจาะสมอสีชมพู (Pink Bollworm)และผมก็ไม่ต้องไถแปลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว อีกอย่าง..ผมคิดว่าพันธุ์ฝ้ายที่ผมกำลังใช้อยู่นี้คือพันธุ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของที่สุดเท่าที่ผมเคยปลูกมาแล้ว
ตอบคำถามที่เราถามคุณโฮเวิร์ดว่า การปลูกแบบไม่ไถพรวนผสมกับการใช้ระบบน้ำหยดใต้ดิน จะสามารถใช้งานในภาคตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่ โฮเวิร์ดตอบพวกเราว่า เขาเชื่อมั่นว่าใช้ได้ ตัดสินจากประสบการณ์นานปีที่เขาร่วมเยี่ยมชมฟาร์มและการสัมมนาเกี่ยวกับระบบการให้น้ำซึ่งจัดอยู่บ่อยครั้ง ในหลายรัฐทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ตอนนั้นผมอยู่ที่อาร์คันซอร์ แล้วพวกเขากำลังอธิบายผมเกี่ยวกับการที่พวกเขาต้องดึงน้ำจากลำธารเข้าไปที่ร่องน้ำส่งไปที่แปลง ผมสงสัยจึงถามเขาว่า คุณทำอย่างนั้นทำไม คำตอบที่ผมได้คือ ความล่มจมกำลังอยู่ข้างหน้าพวกเขาใน 2 สัปดาห์ ถ้าฝนไม่ตกลงมาในขณะที่ ผลผลิตกำลังสุกแก่ ออกดอกหรือให้ผล ผลผลิตจะลดเหลือแค่ 50% พวกเขาต้องการให้น้ำพืชแค่เพียงเล็กน้อยในขณะที่พระพิรุณรั้งฝนเอาไว้ โฮเวิร์ดบอกว่าการคุยกันในวันนั้นทำให้เขาได้คิดว่าถ้าแค่พระพิรุณรั้งฝนไว้แค่ 2 สัปดาห์หรือ 18 วัน ผลผลิตของเขาต้องลดลงครึ่งหนึ่ง นั่นคือเหตุผลที่เขาติดตั้งระบบน้ำหยดใต้ดิน ถึงแม้ว่าในบางครั้งจะเป็นแถวเว้นแถวแล้วก็ปลายให้น้ำหยดทำงานของมันไปคือให้น้ำแค่เพียงทีละเล็กทีละน้อยจนถึงจุดที่เหมาะสมแล้วสุดท้ายเราก็จะได้ผลผลิตของเรา

เชิญให้คำติชม-เกี่ยวกับบทความนี้
|